สวนผลไม้ สมัครใช้งานฟรี 1 ปี

อ่านเพิ่มเติม

ชาวสวนผลไม้ ขายอย่างไรให้ได้ราคาดี


การปลูกผลไม้กว่าจะได้ผลผลิตช่างยากลำบาก บางชนิดกว่าจะให้ผลผลิตพร้อมขายต้องรอเวลาอย่างน้อย 6-7 ปี อย่างไรก็ตาม การเป็นชาวสวนผลไม้ก็เป็นอาชีพที่มีความสุข ผลตอบแทนดี แต่จะทำอย่างไรน่ะ เมื่อผลผลิตออกมาแล้วจะขายได้ราคาดี ขายได้กำไร คุ้มค่ากับความเหน็ดเหนื่อย และต้นทุนที่ลงไป มาดูไอเดียง่ายๆ เผื่อนำไปปรับใช้กับสวนของท่านได้

1. คาดการณ์ล่วงหน้าผลผลิต ทั้งช่วงเวลาที่พร้อมขาย และจำนวนที่พร้อมขาย

อันนี้คงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับชาวสวนผลไม้ เพราะจะมีข้อมูลคร่าวๆ จากปีที่ผ่านมาอยู่แล้ว แต่ประเด็นที่สำคัญคือต้องกะว่าผลิตจะออกในช่วงเดือนไหน และสวนเราจะมีจำนวนผลิตกี่กิโลกรัม กี่ตัน แบ่งเป็นเกรดไหนบ้าง เพื่อจะนำข้อมูลนี้ ไปใช้วิเคราะห์และวางแผนในข้อถัดไป

2. วางแผนว่าจะแบ่งขายผลผลิตอย่างไร ขายเองเท่าไหร่ ผ่านพ่อค้าคนกลางเท่าไหร่

ต้องคิดว่าสวนเราเองสามารถขายโดยตรงเองได้หรือไม่ ถ้าขายได้จะขายร้อยละเท่าไหร่ของผลผลิตทั้งหมด และจะให้พ่อค้าคนกลางที่เหลือเท่าไหร่ ต้องยอมรับว่าพ่อค้าคนกลางมีบทบาทและความสำคัญในการกระจายผลไม้ได้เป็นอย่างดี ถึงแม้แนวโน้มการขายตรงของสวน ขายผ่านออนไลน์เพิ่มมากขึ้นก็ตาม 

3. ประเมินศักยภาพ ความพร้อมของสวน ถ้าจะแบ่งผลผลิตบางส่วนมาขายเอง

ข้อนี้สำคัญมาก เพราะการขายผลไม้เองมีอีกหลายเรื่องที่ต้องเตรียมและจัดการ ตั้งแต่ช่องทางการจัดจำหน่าย ช่องทางการประชาสัมพันธ์ รวมถึงแรงงานที่ต้องมาเก็บผลไม้จากต้น คัดแยกไซต์หรือเกรด จัดแพ๊คใส่กล่อง รวมถึงต้องมีคนมาคอยตอบคำถามลูกค้า และต้องมีความรู้ด้านไอทีเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง ทั้งการใช้งานเว็บไซต์ หรือโพสผ่านเฟสบุ๊ค และการขายผลไม้เองของสวนก็มีเรื่องจุกจิกมากมายเมื่อเทียบกับการขายผ่านพ่อค้าคนกลาง แต่ก็แลกมากับผลกำไรที่สวนสามารถตั้งราคาขายได้สูงกว่าการขายผ่านพ่อค้าคนกลาง

4. ผลไม้ขนส่งได้หรือไม่ และมีบริษัทขนส่ง เช่น ไปรษณีย์ไทย เคอร์รี่ (Kerry) หรือ แฟลช (Flash) ใกล้บ้านหรือสวน

ผลไม้นับเป็นอะไรที่เน่าเสียได้ง่าย สวนผลไม้เองต้องประเมินว่าผลไม้ที่ตนเองปลูกสามารถจัดส่งไปรษณีย์ หรือผ่านบริษัทขนส่งได้หรือไม่ ซึ่งผลไม้ต้องอยู่ในกล่องหรือลังประมาณ 2-3 วัน ในสภาพอากาศร้อน เมื่อถึงปลายทางแล้ว จะคงคุณภาพได้ประมาณร้อยละ 90-95 หรือไม่

นอกจากขนส่งได้หรือไม่ อีกสิ่งที่ต้องคิดคือคุ้มค่ากับการเอาผลไม้ไปส่งหรือไม่ เพราะหากที่ทำการไปรษณีย์ หรือบริษัทขนส่งไกลจากบ้านหรือสวนผลไม้มาก การเดินทางก็อาจจะไม่คุ้มค่า อีกทั้งการขายตรง ผู้ซื้อมักจะเป็นรายย่อย อาจจะสั่งแค่ 5 กิโลกรัม หรือ 10 กิโลกรัม ต่อผู้ซื้อ 1 ราย ซึ่งหากไม่รวมออเดอร์ หรือคำสั่งซื้อหลายๆ เจ้า แล้วไปจัดส่งทีเดียว ก็อาจจะไม่คุ้มค่าเสียเวลา และค่าเดินทางก็เป็นได้

5. ควรตั้งชื่อแบรนด์ หรือชื่อสวน ให้กับผลไม้ที่จะขายเอง

ผลไม้มีความเหมือนกันในพันธุ์เดียวกัน เป็น commodity หรือเป็นสินค้าที่แยกความต่างออกได้ยาก ซึ่งทำให้ราคาขายไม่ต่างกัน แต่ชาวสวนที่ฉลาดจะตั้งชื่อแบรนด์ หรือชื่อสวน ให้กับผลไม้ที่ขาย เพื่อให้สามารถตั้งราคาได้สูงกว่า อาจจะเป็นเพราะผลไม้ที่ขายมีความพิเศษในกระบวนการผลิต ไม่ใช้สารเคมีในการปลูก หรือการันตีความอร่อย หรือกลิ่นที่พิเศษกว่าสวนอื่น ผู้ซื้อสามารถจดจำแบรนด์ หรือยี่ห้อของสวนได้ ถ้าเขาถูกใจ ครั้งหน้า หรือปีหน้า เขาก็จะกลับมาซื้ออีก ไม่ว่าราคาจะขึ้นหรือลงก็ตาม

6. ตั้งราคาขายให้ครอบคลุม ต้นทุนค่าใช้จ่าย ค่าดำเนินการ และค่าเสียโอกาสอื่นๆ

   6.1 ถ้าผลไม้ที่ขายเป็นเกรดพรีเมี่ยม หรือ AAA หรือจัมโบ้ ควรตั้งราคาที่สูง อาจจะใช้ราคาสูงสุดที่เคยขายได้ หรือตลาดขายของปีที่ผ่านมาเป็นเกณฑ์ได้ หรือเป็นราคาที่สวนพอใจขายและคิดว่าผู้ซื้อปลายทางจะรับได้และยินดีซื้อ

   6.2 ให้คิดค่าดำเนินการ ต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้รอบคอบ เช่น ค่าคนเก็บผลไม้ คนแพ็คใส่กล่อง วัสดุห่อหุ้มกันกระแทก(ถ้ามี) ต้นทุนกล่องหรือลัง ต้นทุนค่าจัดส่งผ่านบริษัทขนส่ง เป็นต้น

   6.3 ค่าเสียโอกาส หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้จ่ายเป็นเงินจริง เช่น ค่าเดินทาง ค่าเสียเวลา เป็นต้น

รวมค่าใช้จ่ายและตั้นทุนทั้ง 3 ข้อด้านบน และบวกกำไรที่สวนต้องการ ก็จะได้ราคาตั้งขายแล้ว และที่น่าคิดอีกประการหนึ่ง ผู้ซื้อปลายทางมักจะชอบราคาแบบเหมารวม เพราะง่ายต่อการคิด เช่น ผลไม้ 5 กิโลกรัม ราคารวมพร้อมส่ง 250 บาท แต่ถ้าสวนบอกว่า ราคากิโลกรัมละ 50 บาท ผู้ซื้อก็ต้องยุ่งยากมานั่งคิดคำนวน และบางครั้ง หากผู้ซื้อต้องการ 6 กิโลกรัม ก็ยากต่อการจัดการของสวนผลไม้อีก

7. สุดท้าย! ต้องหาแพลตฟอร์ม (Platform) หรือตลาดผลไม้ออนไลน์ เพื่อลงขาย

การรับโทรศัทพ์ หรือโพสขายผลไม้ผ่านเฟสบุ๊ค (Facebook) หรือหน้าเพจ อาจจะเป็นเรื่องง่ายและสวนผลไม้หลายที่ทำอยู่ แต่ถ้าหากมีออเดอร์ หรือคนซื้อจำนวนมาก การรับโทรศัพท์หรือผ่านเฟสบุ๊คอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับสวนผลไม้ต่อไป การหาแพลตฟอร์ม หรือระบบตลาดออนไลน์ ที่มีระบบจัดการคำสั่งซื้อ แจ้งเตือนต่างๆ รวมถึงพูดคุยกับผู้ซื้อผ่านระบบข้อความได้ เป็นสิ่งที่ดีสำหรับชาวสวนผลไม้ในยุค 5G และ New Normal นี้ ตลาดผลไม้ออนไลน์ Fruits2home "ฟรุ๊ต ทู โฮม" ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่สวนผลไม้สามารถมาลงขายกับเราได้  เราอยากให้สวนผลไม้มีทางเลือกในช่องทางการจัดจำหน่าย ขายผลไม้ได้ราคาดี และผู้ซื้อปลายทางได้กินผลไม้สดใหม่ ปลอดภัย และสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้คนไทยไปในตัวด้วย



busy...